
ข่าวคราวเหตุเพลิงไหม้โรงงานอุตสาหกรรมหรือคลังสินค้าขนาดใหญ่ที่ปรากฏตามหน้าสื่อ มักสร้างความสูญเสียอย่างมหาศาล ทั้งในแง่ของทรัพย์สิน อาคารเครื่องจักร โอกาสทางธุรกิจ และที่ร้ายแรงที่สุดคือชีวิตของพนักงาน ซึ่งจากการสืบสวนหาสาเหตุของกองพิสูจน์หลักฐานในหลายๆ เคส พบว่ากว่า 70% มีต้นตอมาจากความผิดปกติของระบบไฟฟ้าในโรงงานอุตสาหกรรมแทบทั้งสิ้น
อัคคีภัยจากไฟฟ้าไม่ได้เกิดขึ้นจากความบังเอิญ แต่เกิดจากความเสื่อมสภาพของอุปกรณ์และการขาดการดูแลอย่างถูกวิธี บทความนี้จะพาผู้ประกอบการ จป.วิชาชีพ และวิศวกรทุกท่านมาร่วมถอดบทเรียนสำคัญ พร้อมเช็กสัญญาณเตือนภัยแฝงที่คุณต้องรู้ก่อนที่จะสายเกินไป
เจาะลึก 3 ต้นตอหลักที่ทำให้เกิดไฟไหม้จากระบบไฟฟ้า
ในสภาพแวดล้อมของโรงงานอุตสาหกรรมที่มีการเดินเครื่องจักรหนักตลอด 24 ชั่วโมง จุดที่มีความเสี่ยงสูงในการเกิดประกายไฟและความร้อนสูงจนนำไปสู่อัคคีภัย มีดังนี้
1. ความร้อนสะสมจากจุดต่อสายหลวม (Arcing & Overheating)
นี่คือสาเหตุอันดับหนึ่งในโรงงาน แรงสั่นสะเทือนจากการทำงานของเครื่องจักรกลหนักและการขยายตัว-หดตัวของโลหะบัสบาร์เมื่อมีกระแสไฟไหลผ่าน ย่อมส่งผลให้สกรูที่ขันยึดสายไฟภายในตู้ MDB หลวมออกเรื่อยๆ เมื่อขั้วสายหลวม ความต้านทานไฟฟ้าจะพุ่งสูงขึ้นทันที ทำให้เกิดความร้อนสะสมจนฉนวนสายไฟละลายและเกิดการอาร์ก (Arc) กลายเป็นประกายไฟกระเด็นไปติดสารไวไฟรอบข้าง
2. การใช้กระแสไฟเกินพิกัดและการลัดวงจร (Overload & Short Circuit)
การขยายกำลังการผลิตด้วยการติดตั้งเครื่องจักรเพิ่ม โดยไม่ได้คำนวณขีดความสามารถในการรับโหลดของสายไฟและเบรกเกอร์เมนหลัก ส่งผลให้กระแสไฟไหลผ่านสายไฟมากเกินไปจนเกิดความร้อนสะสมตลอดแนวสาย หากอุปกรณ์ป้องกัน เช่น ฟิวส์ หรือเซอร์กิตเบรกเกอร์เสื่อมสภาพหรือไม่ยอมทริปตัดวงจร (Fail to Trip) สายไฟจะลุกไหม้ตัวเองทันที
3. หม้อแปลงไฟฟ้าเสื่อมสภาพ (Transformer Failure)
หม้อแปลงไฟฟ้าที่ใช้งานมานานโดยขาดการบำรุงรักษา อาจเกิดปัญหากระแสไฟรั่วภายใน หรือน้ำมันหม้อแปลงเสื่อมสภาพและเกิดการสะสมของก๊าซไวไฟ เมื่อแรงดันความร้อนภายในพุ่งสูงเกินขีดจำกัด หม้อแปลงอาจเกิดการระเบิดและสาดน้ำมันร้อนที่มีคุณสมบัติติดไฟง่ายออกสู่ภายนอก ก่อให้เกิดเพลิงไหม้รุนแรงในวงกว้าง
สัญญาณเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warnings) ที่โรงงานห้ามมองข้าม
ก่อนที่ระบบไฟจะลัดวงจรจนเกิดเปลวไฟ มักจะมีสิ่งบอกเหตุเตือนเราล่วงหน้าเสมอ หากทีมช่างและพนักงานช่วยกันสังเกตสิ่งผิดปกติเหล่านี้ จะช่วยยับยั้งวิกฤตได้
- กลิ่นไหม้ปริศนา: กลิ่นคล้ายพลาสติกหรือฉนวนไหม้โชยมาจากบริเวณตู้คอนโทรลหรือรางเดินสายไฟ
- เสียงดังผิดปกติภายในตู้ไฟ: เสียงดัง “จิ๊ดๆ” หรือเสียงฮัมที่ดังกว่าปกติ (เสียง Arcing) จากเบรกเกอร์หรือบัสบาร์
- แรงดันไฟตก-ไฟกะพริบ: เครื่องจักรหยุดทำงานเองโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือไฟแสงสว่างกะพริบถี่ๆ เมื่อมีเครื่องจักรขนาดใหญ่รันระบบ
- อุณหภูมิห้องไฟฟ้าสูงผิดปกติ: ระบบระบายอากาศในห้องตู้ไฟ MDB ชำรุด จนทำให้ความร้อนภายในห้องสะสมสูง
มาตรการเชิงป้องกัน: การตรวจระบบไฟฟ้าคือทางรอดที่ดีที่สุด
วิธีการเดียวที่จะตัดวงจรความเสี่ยงก่อนเกิดเหตุเพลิงไหม้ได้อย่างเด็ดขาด คือการจัดให้มีการตรวจระบบไฟฟ้าในโรงงานอย่างจริงจังและสม่ำเสมอ โดยมาตรฐานวิศวกรรมควบคุมกำหนดให้ต้องทำการตรวจสอบระบบไฟฟ้าอย่างละเอียดเป็นประจำทุกปี
เครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดในปัจจุบันคือกล้องอินฟราเรดสแกนความร้อน (Thermoscan) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่สามารถมองเห็นรังสีความร้อนแฝงที่ซ่อนอยู่ภายในตู้ไฟและจุดต่อสายได้อย่างแม่นยำ โดยวิศวกรสามารถตรวจวัดได้ในขณะที่โรงงานกำลังเดินเครื่องผลิตตามปกติ ทำให้ทราบจุดวิกฤตที่มีอุณหภูมิพุ่งสูงเกินเกณฑ์ และสามารถวางแผนเข้าซ่อมบำรุงเปลี่ยนอะไหล่ได้ทันท่วงที ก่อนที่ความร้อนนั้นจะเปลี่ยนเป็นเปลวไฟทำลายล้างโรงงาน
ปกป้องโรงงานของคุณจากอัคคีภัย ยกระดับความปลอดภัยกับ TIS
อย่ารอให้บทเรียนราคาแพงเกิดขึ้นกับองค์กรของคุณ บริษัท เทอร์โมสแกน แอนด์ อินฟราเรด โซลูชั่นส์ จำกัด (TIS) พร้อมเป็นพาร์ทเนอร์ดูแลความปลอดภัยระบบไฟในสถานประกอบการของคุณแบบครบวงจร
เราคือผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจระบบไฟฟ้าในโรงงานที่ถูกต้องตามกฎหมาย 100% โดยได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม (เลขที่ 2159/65) และขึ้นทะเบียนเป็นผู้ให้บริการตรวจสอบความปลอดภัยด้านไฟฟ้าตามกฎหมาย พ.ศ. 2564 อย่างถูกต้อง ทีมวิศวกรของเราเพียบพร้อมด้วยเครื่องมือกล้องอินฟราเรดประสิทธิภาพสูง เข้าตรวจวัดวิเคราะห์ความเสี่ยงเชิงลึกได้อย่างแม่นยำ พร้อมออกเอกสารรับรองความปลอดภัยความมั่นคงระดับวิศวกรรมที่หน่วยงานราชการและบริษัทประกันภัยให้การยอมรับ
นอกจากนี้ TIS ยังเป็นนิติบุคคลที่ได้รับใบอนุญาตให้เป็นผู้ฝึกอบรมความปลอดภัยในการทำงานที่เกี่ยวกับไฟฟ้าเป็นอันดับที่ 1 ของประเทศ มั่นใจได้ในมาตรฐานและการดูแลระดับสูงสุด ให้เราช่วยดูแลระบบไฟฟ้าขององค์กรคุณ เพื่อความปลอดภัยที่ยั่งยืนและการเติบโตที่ไม่มีวันสะดุด


