Skip to main content
สาเหตุไฟตก ไฟกระชาก ในโรงงานเกิดจากอะไร? พร้อมวิธีป้องกันเสียหายนับล้าน

ระบบไฟฟ้าถือเป็นหัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนการทำงานของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ก็เป็นแหล่งกำเนิดอันตรายร้ายแรงที่อาจนำไปสู่การบาดเจ็บสาหัส ความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือแม้กระทั่งการสูญเสียชีวิตได้ หากการจัดการและการบำรุงรักษาไม่เป็นไปตามมาตรฐาน การตระหนักถึงความเสี่ยงและมีมาตรการป้องกันที่เข้มงวดจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง บทความนี้จะเปิดเผย 10 อันตรายร้ายแรงที่เกี่ยวข้องกับระบบไฟฟ้าในโรงงานอุตสาหกรรม พร้อมทั้งแนะนำวิธีป้องกันที่ทุกคนในโรงงานต้องให้ความสำคัญ

10 อันตรายร้ายแรงในระบบไฟฟ้าโรงงาน

อันตรายเหล่านี้มักเกิดจากความประมาท การละเลยการบำรุงรักษา และการขาดความเข้าใจในหลักการความปลอดภัยด้านไฟฟ้า

1. ไฟฟ้าดูด (Electric Shock)

เป็นอันตรายที่พบบ่อยที่สุดและอันตรายที่สุด มักเกิดจากการสัมผัสโดยตรงกับตัวนำไฟฟ้าที่ไม่มีฉนวนหุ้ม หรืออุปกรณ์ที่ชำรุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณที่มีความชื้นสูง

2. ไฟฟ้าลัดวงจรและอัคคีภัย (Short Circuits and Fire)

เกิดจากฉนวนเสื่อมสภาพ สายไฟหลุด หรือการต่อสายที่ไม่ถูกต้อง ทำให้กระแสไฟฟ้าไหลผิดทางจนเกิดความร้อนสูงและประกายไฟ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเกิดเพลิงไหม้ในโรงงาน

3. ไฟฟ้าอาร์ก (Arc Flash)

เป็นอันตรายที่ร้ายแรงมาก เกิดจากการลัดวงจรข้ามอากาศ ทำให้เกิดการระเบิดของพลังงานความร้อน แสง และแรงดันอย่างรุนแรง สามารถทำให้เกิดแผลไหม้รุนแรง (ระดับ 3) และอาจทำให้ตาบอดหรือเสียชีวิตได้

4. อุปกรณ์ป้องกันทำงานผิดปกติ

เช่น เซอร์กิตเบรกเกอร์ (Circuit Breaker) หรือฟิวส์ ที่ไม่ทำงานเมื่อเกิดกระแสไฟเกิน หรือไม่ได้รับการตรวจสอบตามระยะเวลาที่กำหนด ทำให้อันตรายจากกระแสเกินไหลเข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่อง

5. การใช้สายไฟผิดขนาดหรือไม่เหมาะสม

การใช้สายไฟที่มีขนาดเล็กกว่ามาตรฐานที่กำหนดสำหรับกระแสไฟที่ใช้งาน จะทำให้สายไฟร้อนเกินไป (Overheating) และฉนวนเสื่อมสภาพอย่างรวดเร็ว เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเพลิงไหม้

6. การขาดการต่อสายดิน (Grounding Failure)

ระบบสายดินที่ไม่สมบูรณ์หรือไม่มีการต่อสายดินจะทำให้ไม่มีเส้นทางปลอดภัยให้กระแสไฟฟ้ารั่วไหลลงสู่พื้นดิน เมื่อเกิดการรั่วไหล ผู้ที่สัมผัสกับโครงโลหะของอุปกรณ์อาจได้รับอันตรายจากไฟฟ้าดูดถึงชีวิต

7. การบำรุงรักษาที่ไม่เพียงพอ

การละเลยการตรวจสอบและบำรุงรักษาอุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างสม่ำเสมอ เช่น การปล่อยให้จุดต่อสายหลวม (Loose Connections) หรือฝุ่นละอองสะสมในตู้ควบคุมไฟฟ้า ทำให้เกิดความร้อนสะสม

8. สภาพแวดล้อมที่เสี่ยงอันตราย

การติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าในบริเวณที่มีความชื้นสูง สารเคมี หรือฝุ่นผงที่ติดไฟง่ายโดยไม่ใช้ตู้ควบคุมที่มีมาตรฐานป้องกันการระเบิด (Explosion-Proof Enclosures)

9. การทำงานโดยไม่ใช้ Lockout/Tagout (LOTO)

การไม่ปฏิบัติตามขั้นตอน LOTO เมื่อมีการซ่อมบำรุง ทำให้มีความเสี่ยงสูงที่ผู้อื่นจะเปิดสวิตช์จ่ายไฟโดยไม่รู้ตัว ในขณะที่ช่างกำลังทำงานกับอุปกรณ์นั้น

10. การใช้เครื่องมือไฟฟ้าชำรุด

การใช้เครื่องมือช่างที่มีสายไฟชำรุด หรือมีฉนวนหุ้มไม่สมบูรณ์ เป็นอีกหนึ่งสาเหตุหลักของอุบัติเหตุไฟฟ้าดูดในขณะปฏิบัติงาน

วิธีป้องกันอันตรายจากระบบไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ

การป้องกันอันตรายจากไฟฟ้าต้องอาศัยการบูรณาการทั้งด้านเทคนิค (Technical) และด้านการบริหารจัดการ (Administrative)

1. การตรวจสอบและบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance)

  • การตรวจสอบด้วยความร้อน (Thermal Scanning): ใช้กล้องถ่ายภาพความร้อนตรวจสอบจุดต่อสายที่มีความร้อนสูงผิดปกติ (Hot Spots) ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนเบื้องต้นของสายหลวมหรืออุปกรณ์ใกล้ชำรุด โดยไม่ต้องสัมผัสอุปกรณ์
  • การตรวจสอบฉนวนและสายดิน: ดำเนินการวัดค่าความต้านทานฉนวนและค่าความต้านทานของระบบสายดินอย่างสม่ำเสมอเพื่อยืนยันความสมบูรณ์ของระบบป้องกัน

2. การควบคุมการปฏิบัติงาน (Work Practices)

  • ปฏิบัติตาม LOTO อย่างเคร่งครัด: กำหนดขั้นตอนการล็อกเอาต์และติดป้ายเตือนอย่างชัดเจนก่อนการซ่อมบำรุงทุกครั้ง เพื่อแยกแหล่งจ่ายไฟออกจากอุปกรณ์ที่กำลังทำงาน
  • ใช้อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE): จัดหาและบังคับใช้การใช้อุปกรณ์ PPE ที่เหมาะสมกับระดับแรงดันไฟฟ้า โดยเฉพาะเสื้อผ้าป้องกันไฟอาร์กและถุงมือกันไฟฟ้าที่ได้มาตรฐาน

3. การให้ความรู้และฝึกอบรม

จัดให้มีการฝึกอบรมด้านความปลอดภัยทางไฟฟ้าอย่างสม่ำเสมอ โดยเน้นการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับอันตรายของไฟฟ้าดูด ไฟฟ้าอาร์ก และวิธีการตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉิน

บริษัท เทอร์โมสแกน แอนด์ อินฟราเรด โซลูชั่นส์ จำกัด (TIS) บริษัทรับตรวจสอบระบบไฟฟ้า

เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของโรงงาน การตรวจสอบระบบไฟฟ้าเชิงลึกโดยผู้เชี่ยวชาญคือสิ่งที่ไม่ควรละเลย บริษัท เทอร์โมสแกน แอนด์ อินฟราเรด โซลูชั่นส์ จำกัด (TIS) เป็นบริษัทรับตรวจสอบระบบไฟฟ้าที่เชี่ยวชาญในการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น กล้องถ่ายภาพความร้อน และเครื่องมือทดสอบเฉพาะทาง เพื่อวินิจฉัยปัญหาตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนที่จะกลายเป็นอุบัติเหตุร้ายแรง


 

ติดต่อ / สอบถามเพิ่มเติมได้ที่

Leave a Reply