Skip to main content
แนวทางการจัดโครงสร้างระบบไฟฟ้าในโรงงานอุตสาหกรรม เมื่อมีการควบรวมระบบพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Rooftop)

การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดกลายเป็นเป้าหมายหลักของภาคอุตสาหกรรมยุคปัจจุบัน การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา หรือ Solar Rooftop ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าและยกระดับองค์กรสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน อย่างไรก็ตาม การนำแหล่งจ่ายพลังงานหมุนเวียนเข้ามาควบรวมกับระบบโครงข่ายไฟฟ้าหลักเดิมของโรงงาน ส่งผลให้สถาปัตยกรรมและพฤติกรรมทางไฟฟ้าเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ฝ่ายวิศวกรรมซ่อมบำรุงจำเป็นต้องมีความเข้าใจในหลักการจัดโครงสร้างระบบที่ถูกต้อง เพื่อให้สามารถบริหารจัดการพลังงานได้อย่างมีเสถียรภาพและปลอดภัยสูงสุด

1. การปรับปรุงแผนผัง Single Line Diagram และการป้องกันทางไฟฟ้า

เมื่อมีการเชื่อมต่อระบบโซลาร์เซลล์เข้ามา สิ่งแรกที่ต้องดำเนินการคือการปรับปรุงแบบแปลนทางวิศวกรรมให้สะท้อนความเป็นจริง โครงสร้างการจ่ายไฟจะเปลี่ยนจากแหล่งจ่ายทิศทางเดียวจากการไฟฟ้า กลายเป็นการจ่ายไฟแบบสองทิศทาง (Bi-directional Flow) วิศวกรต้องพิจารณาติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม เช่น เบรกเกอร์ชนิดที่รองรับกระแสไฟย้อนกลับและการปรับตั้งค่ารีเลย์ป้องกัน (Protection Coordination) ให้สอดคล้องกัน เพื่อป้องกันไม่ให้กระแสไฟฟ้าจากแผงโซลาร์สร้างความเสียหายแก่ตู้เมนหลัก MDB ในกรณีที่เกิดการลัดวงจรภายในกระบวนการผลิต

2. ความเสี่ยงแฝงหน้างานและการซ่อมบำรุงเชิงป้องกัน

การทำงานร่วมกันของไฟฟ้ากระแสตรง (DC) จากแผงโซลาร์และไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) จากระบบโครงข่ายเดิม เพิ่มความซับซ้อนในการดูแลรักษาอย่างมาก ฝ่ายซ่อมบำรุงต้องตระหนักถึงจุดวิกฤตที่ต้องเพิ่มความระมัดระวังในการทำ pm ระบบไฟฟ้า เมื่อมีกระแสไฟย้อนกลับจากโซลาร์เซลล์ เนื่องจากในช่วงเวลากลางวันที่มีแดดจัด แม้ว่าจะมีการสับเบรกเกอร์ฝั่งการไฟฟ้าออกแล้ว แต่สายไฟและอุปกรณ์บางส่วนทางฝั่งโซลาร์เซลล์ยังคงมีแรงดันไฟฟ้าสูงตกค้างอยู่ การอบรมช่างไฟและการกำหนดขั้นตอนการตัดแยกกระแสไฟอย่างปลอดภัย (Lockout/Tagout) จึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้

3. มาตรฐานการทดสอบอุปกรณ์แปลงกระแสและการเชื่อมต่อระบบ

บริภัณฑ์ไฟฟ้าที่ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมพลังงานอย่างตัวอินเวอร์เตอร์ (Inverter) และตู้รวมสายไฟ มีโอกาสเกิดความชราภาพและสะสมความชื้นได้ง่ายเนื่องจากต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่รุนแรง จป.วิชาชีพ และทีมวิศวกรจึงต้องกำหนดเกณฑ์และวิธีการตรวจเช็กและ ตรวจรับรองระบบไฟฟ้า ในส่วนของตู้ AC/DC Combiner Box และระบบอินเวอร์เตอร์ ไว้อย่างเป็นระบบ เพื่อทำการทดสอบค่าความต้านทานฉนวนไฟฟ้า ตรวจเช็กระบบระบายความร้อนของอินเวอร์เตอร์ และทดสอบฟังก์ชันการทำงานของอุปกรณ์ป้องกันไฟกระชากให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานเสมอ

4. เทคโนโลยีการตรวจสอบความร้อนเชิงรุกเพื่อลดความเสี่ยงอัคคีภัย

เนื่องจากระบบ Solar Rooftop และสายเมนต์เชื่อมต่อต้องแบกรับกระแสไฟฟ้าต่อเนื่องยาวนานหลายชั่วโมงในช่วงกลางวัน จุดต่อสายไฟและขั้วฟิวส์ต่างๆ จึงมีความเสี่ยงที่จะเกิดความร้อนสะสมเฉพาะจุดได้ง่ายกว่าปกติ ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องเข้าใจว่าทำไมโรงงานที่ติดโซลาร์เซลล์ยิ่งต้องเน้นการสแกนความร้อนด้วยกล้องอินฟราเรดในการ ตรวจสอบระบบไฟฟ้าประจำปี ซึ่งวิธีนี้เป็นเทคนิคเชิงรุกที่ช่วยให้มองเห็นพฤติกรรมความร้อนของอุปกรณ์ทุกชิ้นได้อย่างชัดเจนในขณะที่ระบบกำลังเดินเครื่องผลิต โดยไม่ต้องดับไฟหรือหยุดกระบวนการทำงานของโรงงาน

การจัดโครงสร้างและวางมาตรการบำรุงรักษาระบบไฟฟ้าที่ควบรวม Solar Rooftop อย่างถูกวิธี จะช่วยให้โรงงานอุตสาหกรรมสามารถเก็บเกี่ยวประโยชน์จากพลังงานสะอาดได้อย่างคุ้มค่า ลดความเสี่ยงจากการชำรุดเสียหายของเครื่องจักร และสร้างระบบพลังงานที่มีความมั่นคงปลอดภัยในระยะยาว

บริษัท เทอร์โมสแกน แอนด์ อินฟราเรด โซลูชั่นส์ จำกัด (TIS) เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบและบำรุงรักษาระบบไฟฟ้าในโรงงานอุตสาหกรรมที่มีการควบรวมพลังงานทางเลือกอย่างระบบ Solar Rooftop เราให้บริการโดยทีมวิศวกรไฟฟ้ากำลังระดับสามัญที่มีใบอนุญาตถูกต้อง ดำเนินงานตรวจเช็กระบบอินเวอร์เตอร์ ตู้ควบคุม และระบบสายดินด้วยเครื่องมือวัดมาตรฐานสูง พร้อมเทคโนโลยีกล้องสแกนความร้อนประสิทธิภาพสากลเพื่อชี้เป้าจุดเสี่ยงล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำร้อยเปอร์เซ็นต์ ช่วยให้ระบบพลังงานสะอาดขององค์กรคุณทำงานได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด ติดต่อเพื่อรับคำปรึกษาเชิงวิศวกรรมได้ที่เว็บไซต์ทางการ https://thermoscaninfrared.co.th/


 

ติดต่อ / สอบถามเพิ่มเติมได้ที่

Leave a Reply