Skip to main content
บำรุงรักษาระบบไฟฟ้าแรงสูง vs แรงต่ำ: ความแตกต่างและจุดที่ต้องระวังเป็นพิเศษ

การวางแผนบำรุงรักษาระบบไฟฟ้าภายในโรงงาน หรืออาคารขนาดใหญ่เป็นภารกิจที่ซับซ้อน เนื่องจากระบบประกอบด้วยส่วนประกอบที่มีระดับแรงดันไฟฟ้าต่างกัน ทั้งระบบแรงสูง (High Voltage) และแรงต่ำ (Low Voltage) ซึ่งแต่ละส่วนต้องการเทคนิคการดูแลรักษาและระดับความปลอดภัยที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การทำความเข้าใจความแตกต่างนี้ไม่เพียงแต่ช่วยยืดอายุการใช้งานอุปกรณ์ แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันเหตุไฟฟ้าลัดวงจรหรือการระเบิดที่อาจสร้างความเสียหายมหาศาล

ระบบไฟฟ้าแรงสูง (High Voltage): เน้นความปลอดภัยและฉนวน

ระบบแรงสูง (ปกติคือระดับแรงดันมากกว่า 1,000 โวลต์ขึ้นไป) เป็นส่วนต้นทางที่รับไฟจากการไฟฟ้าเข้ามายังสถานีไฟฟ้าย่อยหรือหม้อแปลงของอาคาร จุดนี้ถือเป็นจุดที่มีความเสี่ยงสูงสุด

จุดที่ต้องตรวจสอบเป็นพิเศษ

  • สถานีไฟฟ้าและหม้อแปลง: ต้องตรวจเช็กระดับน้ำมันหม้อแปลง ความเป็นกรด และค่าความต้านทานฉนวนอย่างสม่ำเสมอ
  • ระบบฉนวนและลูกถ้วย: ฝุ่นและความชื้นที่เกาะตามลูกถ้วยฉนวนสามารถทำให้เกิด “Arcing” หรือการกระโดดของกระแสไฟฟ้าได้
  • สายดิน (Grounding System): ระบบสายดินต้องมีความต้านทานต่ำตามมาตรฐานเพื่อระบายแรงดันส่วนเกินหากเกิดความผิดปกติ

ข้อควรระวัง

การบำรุงรักษาระบบแรงสูงต้องดำเนินการโดยวิศวกรหรือช่างเทคนิคที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางและสวมใส่ชุด PPE (Personal Protective Equipment) ที่ทนทานต่อแรงดันไฟฟ้าสูงเท่านั้น เนื่องจากความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจหมายถึงอันตรายถึงชีวิต

ระบบไฟฟ้าแรงต่ำ (Low Voltage): เน้นจุดต่อและความร้อน

ระบบแรงต่ำ (ระดับแรงดันต่ำกว่า 1,000 โวลต์) คือระบบที่กระจายไฟไปยังเครื่องจักร แสงสว่าง และอุปกรณ์สำนักงาน แม้แรงดันจะน้อยกว่าแต่ความถี่ในการเกิดปัญหามักจะสูงกว่า

จุดที่ต้องตรวจสอบเป็นพิเศษ

  • จุดต่อสายภายในตู้ MDB (Main Distribution Board): ความร้อนที่เกิดจากจุดต่อสายหลวมเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของไฟไหม้ในโรงงาน
  • เซอร์กิตเบรกเกอร์ (Circuit Breaker): ตรวจสอบกลไกการทำงานและการตัดวงจรว่ายังทำงานได้แม่นยำตามค่าพิกัดที่กำหนดหรือไม่
  • คาปาซิเตอร์แบงก์ (Capacitor Bank): ตรวจสอบการบวมหรือเสื่อมสภาพเพื่อช่วยรักษาระดับ Power Factor ให้คงที่ ลดค่าปรับจากการไฟฟ้า

ความแตกต่างที่สำคัญในการบำรุงรักษาระบบไฟฟ้าแรงสูง vs แรงต่ำ

หัวข้อเปรียบเทียบ ระบบไฟฟ้าแรงสูง (HV) ระบบไฟฟ้าแรงต่ำ (LV)
ความถี่ในการตรวจ ทุก 6 เดือน หรือ 1 ปี (เข้มงวดตามแผน) ต่อเนื่องหรือตามรอบ PM ประจำปี
เทคโนโลยีที่ใช้ ตรวจวัดก๊าซในน้ำมัน, ทดสอบค่าความเป็นฉนวน ตรวจภาพถ่ายความร้อน, วัดค่าฮาร์มอนิก
เป้าหมายหลัก ป้องกันความเสียหายรุนแรง/อัคคีภัย ป้องกันเครื่องจักรหยุดทำงาน/ประหยัดไฟ


จุดที่ต้องระวังเป็นพิเศษสำหรับทั้งสองระบบคือ “ความร้อนที่มองไม่เห็น” ซึ่งหากไม่ใช้เครื่องมือพิเศษตรวจสอบ อาจตรวจพบอีกทีเมื่อเกิดการหลอมละลายหรือเกิดไฟไหม้ไปแล้ว

บริษัท เทอร์โมสแกน แอนด์ อินฟราเรด โซลูชั่นส์ จำกัด (TIS) บริหารความเสี่ยงด้วยมืออาชีพ

เพื่อให้การบำรุงรักษาระบบไฟฟ้าของคุณเป็นไปอย่างสมบูรณ์แบบและปลอดภัยที่สุด บริษัท เทอร์โมสแกน แอนด์ อินฟราเรด โซลูชั่นส์ จำกัด (TIS) พร้อมให้บริการในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจระบบไฟฟ้าด้วยเทคโนโลยีอินฟราเรด (Thermography) ระดับสากล เราช่วยคุณค้นหาจุดบกพร่องและความร้อนผิดปกติในระบบไฟฟ้าทั้งแรงสูงและแรงต่ำก่อนที่ปัญหาจะบานปลาย ด้วยทีมวิศวกรมืออาชีพและรายงานที่ละเอียดแม่นยำ มั่นใจได้ว่าระบบไฟฟ้าของคุณจะทำงานได้อย่างเสถียรและปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง


 

ติดต่อ / สอบถามเพิ่มเติมได้ที่

Leave a Reply